เช้าสุดท้ายในลำปาง ข้าวซอยครั้งสุดท้ายในลำปาง
ครั้งหนึ่งในลำปาง
และอีกสถานที่หนึ่งในลำปาง
วัดปงสนุก ( เหนือ-ใต้ )
มี สถานที่สำคัญในวัดนั้นคือ “ม่อนดอย” ที่ชาวบ้านเรียกกันว่าวัดบน อันเปรียบเป็นเนินเขาพระสุเมรุศูนย์กลางแห่งจักรวาล ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารพระเจ้าพันองค์อันศักดิ์สิทธิ์ ตัววิหารได้มีการผสมผสานระหว่างศิลปกรรมล้านนา พม่า และจีน อย่างลงตัว และหลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ในบริเวณยังเป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุศรีจอมไคล
ทางขึ้นเป็นบันไดตัวนาค
บริเวณชั้นระหว่างหลังคางดงามด้วยงาน แกะสลักรูปกินนร สัตว์หิมพานต์ครึ่งคนครึ่งนก แต่งกายแบบราชสำนักพม่า และนกยูง สัญลักษณ์ของกษัตริย์ ประดับช่องหน้าต่างด้วยลายฉลุรูปม้า วัว สิงห์ สัตว์ประจำทิศในพุทธศาสนา รวมถึงนรสิงห์เทินหม้อปูรณฆฏะ สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ขนาบด้วยภาพชาดกเขียนสีบนพื้นไม้ใส่กรอบกระจก แสดงเรื่องการบำเพ็ญเพียรของพระพุทธเจ้า
เสาหงส์ มีความสำคัญด้านวัฒธรรมประเพณี ชาวบ้านเล่าสืบมาว่าพม่าเคยมาตั้งทัพที่วัดแห่งนี้จึง
มีการต้อง เสาหงส์ (เสาไม้สูง มีรูปหงส์ที่ปลายเสา) ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของอาณาจักรมอญ
อีกครั้งหนึ่ง กับอีกวัดหนึ่ง
กับอีกศิลปะแบบพม่า ที่วิจิตรงดงามด้วยลวดลายกระจก
วัดศรีรองเมือง
วัดศรีรองเมือง เป็นวัดที่มีความสำคัญทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น มีรูปลักษณ์การก่อสร้างในรูปแบบของพม่าที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2448 ในสมัยที่ลำปางเป็นศูนย์กลางการค้าขาย การทำป่าไม้ โดยคหบดีที่รับจ้างทำไม้ให้ฝรั่งชาติอังกฤษ ที่ได้สัมปทานการทำไม้จากรัฐบาลไทยแทบจะทั่วภาคเหนือ ซึ่งพ่อเฒ่าอินต๊ะ ศรีรองเมือง ร่วมกับชาวบ้านบริจาคที่ดิน จัดหาวัตถุมาก่อสร้างจนแล้วเสร็จ วัดจึงตั้งชื่อตามนามสกุลของผู้ริ่เริ่มสร้างว่า ศรีรองเมือง วิหารเก่าแก่ร้อยกว่าปี
ตัววิหารสร้างด้วยไม้สัก หลังคาจั่วซ้อนกันเป็นซุ้มเรือนยอด เป็นกลุ่มของชั้นหลังคา สวยงามตามแบบศิลปะพม่า มีลายฉลุบนสังกะสี ใช้ประดับบนจั่ว และเชิงชายหลังคา เพิ่มความอ่อนช้อย และสง่างามให้วิหาร เสาไม้ตกแต่งด้วยศิลปะการปั้นรักเป็นลวดลายเครือดอกไม้ ประดับด้วยกระจกสี เฉพาะเสาหน้าพระประธาน จะปั้นรักเป็นรูปเทพารักษ์ คน ยักษ์ วานรและสัตว์ป่าให้เหมือนในป่าหินมพานต์
อีกครั้ง กับภาพสุดท้ายในลำปาง
เป้าหมายต่อไป
มุ่งหน้าการเดินทางสู่สุโขทัย
เอ้า !!!!! ล-----ง
ระหว่างการเดินทาง ที่อบอ้าวตอนบ่าย
ผ่านจังหวัดแพร่
บ้านแม่จอก อ.วังชิ้น คือเป้าหมายระหว่างการเดินทาง
ความงามของบ้านพื้นถิ่น จุด เส้น ระนาบ จังหวะ ฯลฯ องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ที่ปรากฏให้เราได้ตีความ และให้เราได้ค้นหา
ฝนตกหนัก พัดพาความชุ่มเย็น และเหน็บหนาวมาให้
เข้าสู่สุโขทัยจริงๆแล้วสินะ
วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สถาปัตย์สัญจร กับ ทริปอาจารย์จิ๋ว ( วันที่ 3 ) : 26/07/53 เขลางค์นคร ( นครลำปาง เมืองแห่งรถม้า ) 2.
อีกหนึ่งเช้า อีกหนึ่งวัน ในลำปาง
อีกหนึ่งทางเข้า อีกหนึ่งเขตอาราม แต่มีถึงสองวัด
อีกหนึ่งวัดที่แปลก เข้าทางด้านหลัง แต่มีลานรับผู้คน พร้อมทางเดินที่นำ สายตา และวิถีให้คนเดินเข้าสู่ตัววิหารได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแยก
วัดสุชาดาราม
วัดสุชาดารามเป็นวัดร้าง ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับวัดพระแก้วดอนเต้า เมืองลำปาง องค์ประกอบในเขตพุทธาวาสยังอยู่ครบ ทั้งพระธาตุ วิหาร และอุโบสถ
วิหาร ขนาดค่อนข้างใหญ่ หลังคา 3 ชั้น 2 ตับ ระนาบหลังคาอ่อนโค้งเล็กน้อย
วางสิงห์คู่ไว้ในตำแหน่งที่นิยมกันในเมืองลำปาง คือวางชิดตัวอาคารและยกแท่นให้สูงระดับคอ
ลวดลายประดับเป็นของเดิม สกุลช่างลำปาง มีลักษณะเป็นทรงกลมร้อยประดับช่องเปิดอาคาร
ลัดเลาะเลียบเคียงทางเดิน
อีกวัดที่อยู่ใกล้ และสวยงามไม่แพ้กัน
วัดพระแก้วดอนเต้า
มีพระเจดีย์ใหญ่ทรงล้านนา มีมณฑปยอดปราสาทแบบพม่าที่ประณีตงดงาม มีพระวิหารทรงล้านนาที่มีรูปทรงงดงาม มีลวดลายแกะสลักไม้ที่บานหน้าต่าง ข้างในมีจิตรกรรมฝาผนังที่มีคุณค่าทางศิลปะ และประวัติศาสตร์ มีพระอุโบสถทรงล้านนาขนาดกะทัดรัด มีสัดส่วนสวยงาม
เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต ก่อนไปประดิษฐานที่เวียงจันทร์ และรัชกาลที่1 จึงได้อัญเชิญมาที่กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตามลำดับ
เอ้า !!!!! ล-----ง
ระหว่างเดินทาง ไปแจ้ซ้อน
เปลี่ยนบรรยากาศ กับบ้านพื้นถิ่นที่มีกลิ่นทรงยุโรปผสมผสานอยู่
ทิวไม้ ( ต้นจั๋ง ) ที่บดบังสถาปัตยกรรมไว้อยู่ คืออีกวัดใหม่ ในรูปแบบเก่า
วัดข่วงกอม
ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง
วัดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี สร้างโดยครูบาศรีวิชัย
เดิมมีสภาพทรุดโทรมเกินกว่าจะซ่อมแซม ชาวเมืองปาน ช่างฝีมือท้องถิ่นและสถาปนิกของการเคหะแห่งชาติ จึงร่วมกันสร้างขึ้นใหม่
ดร.วทัญญู ณ ถลาง อดีตผู้ว่าคนแรกของการเคหะแห่งชาติ
ออกแบบวัดข่วงกอมใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่โบสถ์ ศาลาราย หมู่กุฏิ ซุ้มประตูโขงและภูมิทัศน์แวดล้อม โดยยังคงเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมล้านนาเดิมของท้องถิ่น
ก่อสร้างด้วยวัสดุพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นนำมาประยุกต์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่
เห็นแล้วประหวัดนึกถึง Frank Lloyd Wright ตามที่อาจารย์จิ๋วบอกจริงๆ วัดสุก่อสร้างที่กลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่ขัดกับภูมิทัศน์ ความงามตามแบบชนบท สภาพรายล้อมที่เป็นอยู่
คงความสง่างาม “ สง่างาม ” จริงๆ
กุฏิที่วางอยู่หน้าโบสถ์สวยงาม แต่น่าเสียดายที่วางผิดหลักทางพระพุทธศาสนา ซึ่งควรจะอยู่ด้านหลังจึงจะสมควรกว่า
หลังจากนั้นกล้องก็แบตฯหมด น่าเสียดายไม่ได้บันทึกบรรยากาศ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน
บ่อน้ำพุร้อน ที่ร้อนจริงๆ
และสบายจริงๆ
อีกหนึ่งทางเข้า อีกหนึ่งเขตอาราม แต่มีถึงสองวัด
อีกหนึ่งวัดที่แปลก เข้าทางด้านหลัง แต่มีลานรับผู้คน พร้อมทางเดินที่นำ สายตา และวิถีให้คนเดินเข้าสู่ตัววิหารได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแยก
วัดสุชาดาราม
วัดสุชาดารามเป็นวัดร้าง ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับวัดพระแก้วดอนเต้า เมืองลำปาง องค์ประกอบในเขตพุทธาวาสยังอยู่ครบ ทั้งพระธาตุ วิหาร และอุโบสถ
วิหาร ขนาดค่อนข้างใหญ่ หลังคา 3 ชั้น 2 ตับ ระนาบหลังคาอ่อนโค้งเล็กน้อย
วางสิงห์คู่ไว้ในตำแหน่งที่นิยมกันในเมืองลำปาง คือวางชิดตัวอาคารและยกแท่นให้สูงระดับคอ
ลวดลายประดับเป็นของเดิม สกุลช่างลำปาง มีลักษณะเป็นทรงกลมร้อยประดับช่องเปิดอาคาร
ลัดเลาะเลียบเคียงทางเดิน
อีกวัดที่อยู่ใกล้ และสวยงามไม่แพ้กัน
วัดพระแก้วดอนเต้า
มีพระเจดีย์ใหญ่ทรงล้านนา มีมณฑปยอดปราสาทแบบพม่าที่ประณีตงดงาม มีพระวิหารทรงล้านนาที่มีรูปทรงงดงาม มีลวดลายแกะสลักไม้ที่บานหน้าต่าง ข้างในมีจิตรกรรมฝาผนังที่มีคุณค่าทางศิลปะ และประวัติศาสตร์ มีพระอุโบสถทรงล้านนาขนาดกะทัดรัด มีสัดส่วนสวยงาม
เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต ก่อนไปประดิษฐานที่เวียงจันทร์ และรัชกาลที่1 จึงได้อัญเชิญมาที่กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตามลำดับ
เอ้า !!!!! ล-----ง
ระหว่างเดินทาง ไปแจ้ซ้อน
เปลี่ยนบรรยากาศ กับบ้านพื้นถิ่นที่มีกลิ่นทรงยุโรปผสมผสานอยู่
ทิวไม้ ( ต้นจั๋ง ) ที่บดบังสถาปัตยกรรมไว้อยู่ คืออีกวัดใหม่ ในรูปแบบเก่า
วัดข่วงกอม
ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง
วัดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี สร้างโดยครูบาศรีวิชัย
เดิมมีสภาพทรุดโทรมเกินกว่าจะซ่อมแซม ชาวเมืองปาน ช่างฝีมือท้องถิ่นและสถาปนิกของการเคหะแห่งชาติ จึงร่วมกันสร้างขึ้นใหม่
ดร.วทัญญู ณ ถลาง อดีตผู้ว่าคนแรกของการเคหะแห่งชาติ
ออกแบบวัดข่วงกอมใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่โบสถ์ ศาลาราย หมู่กุฏิ ซุ้มประตูโขงและภูมิทัศน์แวดล้อม โดยยังคงเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมล้านนาเดิมของท้องถิ่น
ก่อสร้างด้วยวัสดุพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นนำมาประยุกต์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่
เห็นแล้วประหวัดนึกถึง Frank Lloyd Wright ตามที่อาจารย์จิ๋วบอกจริงๆ วัดสุก่อสร้างที่กลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่ขัดกับภูมิทัศน์ ความงามตามแบบชนบท สภาพรายล้อมที่เป็นอยู่
คงความสง่างาม “ สง่างาม ” จริงๆ
กุฏิที่วางอยู่หน้าโบสถ์สวยงาม แต่น่าเสียดายที่วางผิดหลักทางพระพุทธศาสนา ซึ่งควรจะอยู่ด้านหลังจึงจะสมควรกว่า
หลังจากนั้นกล้องก็แบตฯหมด น่าเสียดายไม่ได้บันทึกบรรยากาศ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน
บ่อน้ำพุร้อน ที่ร้อนจริงๆ
และสบายจริงๆ
สถาปัตย์สัญจร กับ ทริปอาจารย์จิ๋ว ( วันที่ 2 ) : 25/07/53 เขลางค์นคร ( นครลำปาง เมืองแห่งรถม้า ) 1.
พักผ่อนสบาย บรรยากาศสบาย เช้าที่สบาย
เดินทางแบบสบายๆ กับหมู่คณะ สู่เกาะคา
วัดไหล่หินหลวง
อยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ในท้องที่หมู่ที่ ๒ ต.ไหล่หิน อ.เกาะคา จ.ลำปาง
ที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์การ สร้างเมืองลำปางหรือเขลางค์นคร เพราะว่าวัดนี้ได้สร้างขึ้นขณะที่ พระอรหันต์ได้อัญเชิญพระบรมสารีริธาตุขององค์สัมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาไว้ยังม่อนหินแห่งนึ้
คุณค่าของศิลปะปูนปั้นสกุลช่างลำปาง ตลอดจนอุโบสถหลังเล็กประดับด้วยลวดลายไม้ฉลุและแก้วสีต่าง ๆ สร้างจากแรงศรัทธาของเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตย์ เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย
Scale มิติที่อ้างอิงกับรูปร่าง ลักษณะของคนสมัยก่อน สัดส่วนที่ถูกถ่ายทอด จากตัวอุโบสถหลัก ลดหลั่นมาถึงศาลาราย กำแพง ที่เผยให้เห็นบางส่วนของสถาปัตยกรรมด้านใน และเชื่อมเข้ากับลานกว้างรอบนอก แสดงถึงภูมิปัญญาของคนสมัยเก่าที่ลึกซึ้ง จัดเจน เปี่ยมสามารถ
เผยให้เห็นความเก่า ความแท้ คุณค่าของสถาปัตยกรรม
วัดพระธาตุลำปางหลวง
พบพานอีกสถานที่สำคัญ วัดคู่บ้านคู่เมืองนครลำปาง
วัดพระธาตุลำปางหลวง ( วัดประจำปีนักษัตรฉลู )
วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองลําปาง มีมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี ราวพุทธศตวรรษที่ 13
ตัววัดตั้งอยู่บนเนิน มีบันไดนาคทอดขึ้นสู่ตัววัด กำแพงก่อดินเผาที่มีร่องรอยของการบูรณะ ตั้งประจันอยู่บนเนิน แล้วเชื่อมต่อสู่พื้นเบื้องล่าง การขับเน้นความสำคัญของอาคาร ความสูงค่า และความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา
ทางขึ้นด้านข้างพบเจ้าแม่กวนอิม และ Space ที่คนสมัยสร้างขึ้น กลับทำลาย Space ลานกว้างใต้ต้นตาล
ลานดินกว้างรอบวิหาร ความนิ่ง เกลี้ยงเกลา ขับเน้น สถาปัตยกรรม
วัดพระธาตุลําปางหลวง มีพุทธสถานที่น่าสนใจได้แก่ วิหารหลวง ซึ่งเป็นวิหารขนาดใหญ่ เปิดโล่ง มีกู่บรรจุพระเจ้าล้านทอง เป็นประธานของพระวิหาร หลังพระวิหารมีเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
หากขึ้นบันไดนาค จะพบวิหารตั้งประจัน บังคับทางเดินคนให้เข้าสู่วิหาร
วิหารเปิดโล่งด้านข้าง เชื่อมอาคาร และบริบทรอบด้านเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
ด้านซ้ายของพระเจดีย์เป็นวิหารพระพุทธ เป็นอาคารปิดทึบ มีพระประธานแบบเชียงแสนองค์ใหญ่อยู่เต็มอาคาร หน้าบันของวิหารพระพุทธเป็นลายดอกไม้ติดกระจกสี
วัดปงยางคก
แดดออกแล้ว รถออกแล้ว
ถึงแล้ว ( อย่างงงๆ ) วัดปงยางคก อ.ห้างฉัตร ลำปาง
มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน เพราะเป็นถิ่นกำเนิดของเจ้าหนานติ๊บจ๊าง (เจ้าพระยาสุรวฤาชัยสงคราม) วีรบุรุษแห่งเขลางค์นคร ผู้กู้อิสระภาพจากพม่าข้าศึก
สิ่งก่อสร้างที่สำคัญคือวิหารพระแม่เจ้าจามเทวี มุงด้วยแป้นไม้เกล็ด แต่ในปัจจุบันนี้มุงด้วยดินขอเกล็ด เนื่องจากแป้นไม้เกล็ดได้ผุกร่อนไปตามกาลเวลา วิหารนี้เป็นวิหารขนาดเล็ก ลักษณะทั่วไปของวิหารไม่เหมือนกับวิหารในสมัยปัจจุบัน เป็นวิหารโถงทำด้วยไม้ ตอนล่างเปิดโล่งตลอดไม่มีประตูและหน้าต่าง ตอนสุดท้ายของวิหารมีผนังก่ออิฐฉาบปูนทึบสามด้าน ล้อมกู่พระเจ้าหรือโขงพระเจ้า ลักษณะของการก่อสร้างเป็นศิลปะสถาปัตยกรรมแบบลานนา ยุคหริภุญไชยสกุลช่างเขลางค์ หลังคาสามชั้น เป็นแบบฉบับของลักษณะสถาปัตยกรรมภาคเหนือ มีฐานพระวิหารสูงจากพื้นดินหนึ่งฟุต เดิมคงสูงประมาณสามศอกเศษ แต่เนื่องจากมีน้ำหลากพาดินจากที่อื่นมาท่วมทับถมทุกปีเป็นเวลาพันกว่าปีมา แล้ว อีกประการหนึ่งจากการขนทรายเข้าวัดตามประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย จึงทำให้ฐานพระวิหารสูงหลือเพียงหนึ่งฟุต โครงสร้างภายใน แต่งลายรูปต่าง ๆ ลายเขียนน้ำรักปิดทองบนพื้นสีแดง
เดินทางพบบ้านเก่าริมทาง
เอ้า !!!!! ล-----ง
เก็บภาพ และศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ที่เป็นภูมิปัญญาของคนในชุมชน
สถาปัตย์สัญจร กับ ทริปอาจารย์จิ๋ว ( วันที่ 1 ) : 24/07/53 มุ่งหน้าสู่อุทัยธานี ( เต็มกำลัง )
รถพร้อม อาจารย์พร้อม นักศึกษาพร้อม คนขับพร้อม
ออกเดินทางด้วยใจ( ที่ไม่ ) ทะยานอยาก
ผ่านหลายปั๊ม ผ่านหลากหลายรายทาง
เลี้ยวเลาะเข้าสู่อุทัยธานี พบทุ่งนาสีเขียวข้างทาง เริ่มต้นซึมซับบรรยากาศบ้านนา
เอ้า !!!!! ล-----ง
บรรยากาศ เส้นสาย ความงาม สี Texture ตามธรรมดาของธรรมชาติ คือ ความงามตามแบบของมันเอง
ตัวเมืองที่ไม่เก่า และไม่ใหม่ จัดวางอยู่ด้วยกัน ผังเมืองแบบเก่า มีหลายแยก ทางสัญจรที่ตัดกันไปมา แม้จะทำให้เชื่อมหลายๆสถานที่เข้าด้วยกัน แต่อันตราย งุนงง กับผู้ที่เพิ่งผ่านเข้ามาคราแรก แต่นับเป็นคุณค่าในความเก่าและมีเสน่ห์ในบริบทสถานที่
เรือนแพริมน้ำบนแม่น้ำสะแกกรัง
ที่ประวัติศาสตร์ยาวนานต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ทางสัญจรทางน้ำที่สำคัญในสมัยก่อน จุดแวะพักของเรือขนสินค้า ( ข้าว ฯลฯ ) บ้านเรือนแพริมน้ำ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เพียงแต่ประยุกต์ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการอยู่อาศัยให้สอดคล้องกับปัจจุบัน เป็นกลุ่มบ้านเรือนแพที่หาชมได้ไม่ง่ายในสมัยนี้ เนื่องจากสภาพวิถีชีวิตปัจจุบันทางสัญจรทางบก ( ถนน สะพาน ) มีบทบาทอย่างมาก
ผ่านอุทัยธานี เข้าสู่กำแพงเพชร ผ่านค่ำคืน
เข้าสู่เขลางค์นคร ( นครลำปาง ) ด้วยความอ่อนแรง
ศึกวัน (ไปบ้านอาจารย์ ) ทรงชัย : 10/07/53
ผ่านการเดินทางตอนเช้า ผ่านและแวะรับอาจารย์จิ๋ว
ผ่านปั๊มน้ำมัน ผ่านรายทาง เข้าสู่สระบุรี
พบเจอ บ้านอาจารย์ทรงชัย ที่เสาไห้
ตามประวัติ เป็นชุมชนไทลื้อ มาจากล้านนา ทึ่ถูกกวาดต้อนมากับศึกสงครามสมัยอยุธยา
ก่อนเข้าต้องข้ามทางเชื่อมไม้ ผ่านคูน้ำ ที่อยู่ใต้ศาลาแบบไทย
Space แบบไทย มีต้นไม้ร่มรื่น ตัวบ้านยกใต้ถุนสูง
อาจารย์ทรงชัยบอกว่า
ตัวบ้านมีการประยุกต์มาบ้าง รอบบ้านให้รู้สภาพจริงของความเงียบสงบ ร่มรื่น เป็นธรรมดาของธรรมชาติ
บ้านที่เห็นหลายๆหลังคือซื้อบ้านเก่าของเขามา
ต้องการรักษามรดกทางวัฒนธรรม ที่ชุมชนสร้างสรรค์ขึ้นมา ลักษณะของความเป็นไทย ที่บางอย่างคนไทยไม่เห็นความสำคัญ
คราแรกที่ตัวบ้านมาไม่สมบูรณ์นัก ต้อง Research ตามบ้านเก่าๆ เพื่อมาทำให้บ้านมันสมบูรณ์
Space ไทย ลานดินกว้าง รับน้ำฝนให้น้ำซึมลงดิน เชื่อมไปกวาด และคว้านเข้าไปรอบบ้าน แล้วค่อยเป็นไม้พุ่ม ไม้สูง ตามลำดับ
ด้านหลัง Space ของบ้านไทย แบบเก่า วางโอบล้อมสระน้ำ มีต้นไม้แผ่ปกคลุมให้ความร่มรื่น และชุ่มเย็นกับตัวบ้าน ตลอดเวลา
บ้านไทลื้อฝั่งตรงข้าม
ขนาดอาคารมี Modular ชิ้นส่วนประกอบ ซึ่งถอดรื้อถอนไปประกอบที่ไหนก็ได้
มีศาลาโล่งวางเป็นระดับ
ลานดิน พื้นที่เตี้ย อยู่ด้วยกับอาคารหมู่เล่นระดับต่างๆกันอย่างกลมกลืน
ศาลาเชื่อมไปใต้ถุน ( ที่โล่ง ) ทำให้เกิดความต่อเนื่องของ Space เลื่อนไหล โปร่งเบาของอากาศ
Site กับตลิ่งชันที่สอดคล้องกันอย่างลงตัว
ผ่านปั๊มน้ำมัน ผ่านรายทาง เข้าสู่สระบุรี
พบเจอ บ้านอาจารย์ทรงชัย ที่เสาไห้
ตามประวัติ เป็นชุมชนไทลื้อ มาจากล้านนา ทึ่ถูกกวาดต้อนมากับศึกสงครามสมัยอยุธยา
ก่อนเข้าต้องข้ามทางเชื่อมไม้ ผ่านคูน้ำ ที่อยู่ใต้ศาลาแบบไทย
Space แบบไทย มีต้นไม้ร่มรื่น ตัวบ้านยกใต้ถุนสูง
อาจารย์ทรงชัยบอกว่า
ตัวบ้านมีการประยุกต์มาบ้าง รอบบ้านให้รู้สภาพจริงของความเงียบสงบ ร่มรื่น เป็นธรรมดาของธรรมชาติ
บ้านที่เห็นหลายๆหลังคือซื้อบ้านเก่าของเขามา
ต้องการรักษามรดกทางวัฒนธรรม ที่ชุมชนสร้างสรรค์ขึ้นมา ลักษณะของความเป็นไทย ที่บางอย่างคนไทยไม่เห็นความสำคัญ
คราแรกที่ตัวบ้านมาไม่สมบูรณ์นัก ต้อง Research ตามบ้านเก่าๆ เพื่อมาทำให้บ้านมันสมบูรณ์
Space ไทย ลานดินกว้าง รับน้ำฝนให้น้ำซึมลงดิน เชื่อมไปกวาด และคว้านเข้าไปรอบบ้าน แล้วค่อยเป็นไม้พุ่ม ไม้สูง ตามลำดับ
ด้านหลัง Space ของบ้านไทย แบบเก่า วางโอบล้อมสระน้ำ มีต้นไม้แผ่ปกคลุมให้ความร่มรื่น และชุ่มเย็นกับตัวบ้าน ตลอดเวลา
บ้านไทลื้อฝั่งตรงข้าม
ขนาดอาคารมี Modular ชิ้นส่วนประกอบ ซึ่งถอดรื้อถอนไปประกอบที่ไหนก็ได้
มีศาลาโล่งวางเป็นระดับ
ลานดิน พื้นที่เตี้ย อยู่ด้วยกับอาคารหมู่เล่นระดับต่างๆกันอย่างกลมกลืน
ศาลาเชื่อมไปใต้ถุน ( ที่โล่ง ) ทำให้เกิดความต่อเนื่องของ Space เลื่อนไหล โปร่งเบาของอากาศ
มีองค์ประกอบ ( จุดเส้นระนาบ ) ซ้อนทับ เกิดบรรยากาศ
Space ของเรือนแพริมน้ำ ถูกถ่ายทอดผ่านเรือนหมู่ต่างๆ ไล่ขึ้นไปถึงเรือนด้านบน และSpace ของเรือนด้านบน ก็ถ่ายทอดตาม เนินเป็น Step ลงมา เป็นความต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
Site กับตลิ่งชันที่สอดคล้องกันอย่างลงตัว
"วิชาชีพสถาปนิก ในทรรศนะคติของข้าพเจ้า และฝึกงานมาแล้ว ได้อะไร??"
"วิชาชีพสถาปนิก ในทรรศนะคติของข้าพเจ้า และฝึกงานมาแล้ว ได้อะไร??"
........เรียงความที่อาจารย์ให้ เขียน เป็นเรียงความที่ยากที่สุดในชีวิต มันทำให้ต้องนึกย้อนหลายๆอย่าง ทั้งที่เคยลืม และทั้งที่ยังคงจำได้ ทำให้นึกถึงหลายๆตัวละครในช่วงชีวิตหนึ่ง รวมถึงคนที่เราลืม คนที่ผ่านเข้ามา ซึ่งยังคงอยู่ และจากไป ต่างมอบแนวทาง วิถีชีวิต อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ความผูกพันธ์ ฯลฯ ไว้ให้........
คิดยังไง ตั้งแต่สมัยมัธยม ที่มาเลือกเรียนคณะฯนี้ มีอะไรดลใจ ให้อยากเป็น อยากทำอาชีพนี้ ?
........ผมเกิดที่น่าน ช่วงชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 18 ก็ดำเนินอยู่ที่นั่น ใช้ชีวิต คบกับกลุ่มเพื่อน เรียน เที่ยว เล่น หลายๆครั้งที่หากมีไทม์แมชชีนให้ย้อนกลับไป ผมคงไม่ลังเล........ สมัยปลายๆม.5เทอม 2 หากยังจำไม่ผิด หลายๆคนจะเตรียมตัวไปเรียน summer ช่วงปิดม.5 ขึ้นม.6 ที่เชียงใหม่ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ที่แตกต่างไปหน่อยคงเป็นการ ที่คณะสถาปัตย์ของมหาวิทยา ลัยเชียงใหม่ เขามีเปิดเรียน “ชิมลางสถาปัตย์” ช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม ผมกับเพื่อนอีกคนก็ได้มีโอกาสไป เรียน ตอนแรกเราทั้งสองค่อนข้างให้ความ สนใจในสาขาวิชานี้ เพราะอยากรู้ว่าเขาเรียนอะไร ยังไง ทำอะไร ช่วงเวลาการเรียน 10 วันนั้นคล้ายๆ การสรุปการเรียนการสอนในภาพรวมทั้ง 5 ปี ให้เรารู้ว่าสถาปัตย์มีรูปแบบ การเรียน การทำงานอย่างไร ผมมาลองนึกดูหลายๆอย่าง หลายๆวิชาก็เรียนคล้ายๆเรานะ แต่ไม่เหมือนกันทั้งหมด มีได้วาดเส้น ถอดvisualจากเพลง,ภาพ ได้ทำ logo เรียนประวัติศาสตร์ เรียนคอมพ์ ฯลฯ จนช่วง2-3 วันสุดท้าย ได้ออกแบบproject บ้านชั้นเดียว ยังจำได้เป็นบ้านของช่างภาพ ที่อยู่ติดทะเล ได้ทำแบบdesign และตัด model เป็น project แรกเลยก็ว่าได้ที่ได้ทำในวิชา ชีพนี้ มีเพื่อนหลายๆคนเลยนะที่ทำงานหลายๆ อย่าง ออกมาได้ดีมากจริงๆ จนทุกวันนี้ยังคิดว่าคนเหล่านี้มีศักยภาพมากพอที่จะเรียนสายนี้ แต่มาได้เจอกันตอนหลังหลายๆคนก็ไปเรียนวิศวะ ทันตะ วิดยา ฯลฯ ก็เป็นเรื่องน่าแปลกเหมือนกัน
(จริงๆอยากให้คณะเรามีแนะแนวแบบ นี้บ้าง หลายๆคนจะได้รู้ว่าจริงๆแล้วถา ปัดเขาเรียนอะไร แล้วมันใช่กับที่เราคาดหวังไว้มั้ย ) หลังจากที่ได้เรียนชิมลางฯ ทำให้เราเริ่มอยากเข้าเรียนคณะ นี้ และในหัวตอนนั้นไม่มีคณะไหนที่ น่าสนใจและอยากเรียน ให้ไปเรียนคณะอื่นก็ไม่เอา ไม่ชอบ อยากทำอะไรที่ทำให้ชีวิตไม่น่า เบื่อ มันคงสนุกดีถ้าเราทำอะไรที่เรา สนใจและเราอยากทำ........
........ช่วงชีวิตก็ดำเนินต่อไป ตามหน้าที่ของมัน ช่วงสอบเอนทรานซ์รอบแรก ประกาศผลประมาณพฤศจิกาฯ มั้ง ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นเอนฯเขาใช้ ภาษาไทย สังคม คณิตฯ ฟิสิกส์ ความถนัดทางสถาปัตย์ ปรากฎว่า คณิตฯเขาให้ผ่านเกณฑ์ที่ 25 คะแนน ดันได้ 23 ซะงั้น ( สมัยนั้นคณิตนี่แหละ อะไรกันนักกันหนา ) ก็ยังไม่ซีเรียส เพราะยังมีโอกาสสอบได้อีกรอบ ผลรอบสองออกมาประมาณเดือนมีนา สะเทือนอารมณ์ยิ่งกว่าเก่าอีก คณิตฯได้ 24
........อะไรเนี่ย!!!!!........
ตอนนั้นเริ่มคิดแล้วว่า หรือโชคชะตามันไม่ใช่เส้นทางของเราวะ รู้สึกหน้าอกมันมีรูโหว่ๆ กลวงๆ กลมๆ อยู่ตรงหน้าอก เป็นวงกว้างไปพักหนึ่ง ผิดหวัง สูญเสียความมั่นใจ กับสิ่งที่เราคาดหวังไว้ทั้งปี ( แต่ก็ยอมรับว่าช่วงชีวิตม.6 เตรียมตัวไม่ดี เที่ยว เล่นซะเยอะ แต่ได้สนุกกับเพื่อนๆ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังอยากกลับไปอีกครั้ง ) ชีวิตช่วงนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกหลากหลาย สุข ทุกข์ เพื่อนๆหลายๆคน บ้างก็มีที่เรียนแล้ว บ้างก็ได้คะแนนเยอะพอที่จะยื่นเข้าคณะที่ตัวเองชอบ (เพื่อนที่เรียนชิมลางด้วยกัน ก็ติดถาปัด มช. ) บ้างก็ต้องเสี่ยง เช่นผม ผมลองยื่นเข้าคณะบริหารธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้นแหละ ประกอบกับที่บ้านตอนม.5 พ่อกับแม่มาทำธุรกิจส่วนตัว (เปิดร้านตอนวันขึ้นปีใหม่ ปี 2547 รู้สึกว่าเท่ห์ดี ) พวกท่านก็เห็นด้วย จริงๆแล้วพวกท่านให้อิสระในการ คิด ใช้ชีวิต กับผมมาก ผมอยากทำ อยากเรียนอะไร ก็แล้วแต่ผม แต่เมื่ออะไรๆมันไม่เป็นอย่างที่ เราคิด พวกท่านก็ยังยอมรับในการตัดสิน ใจ ให้การสนับสนุนเราอยู่ดี (ขอบคุณมากครับ) สุดท้ายก็ได้คณะนั้นแหละ ความคิดและความรู้สึกของผมตอนนั้น จริงๆแล้ว ตั้งแต่คะแนนเอนฯ รอบ 2 ออก ตั้งใจไว้แล้วว่า จะสอบใหม่ ผมอยากจะลองท้าทายกับชะตาชีวิ ตของตัวเองดู อยากลองดูซิว่ามันจะอะไรกันนักกันหนากะอีแค่คะแนนเดียว แล้วมันจะเปลี่ยนชีวิตคนมากเกินไปละ บางคนไปนั่งเดายังได้เยอะกว่านี้เลย อารมณ์ตอนนั้นเป็นอย่างนี้จริงๆ คาดหวังมาก ผิดหวังก็เสียใจมาก เต็มไปด้วยทิฐิ อยากเอาชนะตัวเองให้ได้........
........ชีวิตของ Freshy ปี 1 ก็เริ่มขึ้น พร้อมๆกับการต่อสู้กับตัวเองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ชีวิตทั่วไปก็ใช้ไปตามปกติ มีไปเรียน ไปทำกิจกรรมของคณะ ของชมรม softball (ได้แชมป์ freshyด้วย) เข้าร่วมกับสโมสรฯของจังหวัดน่าน (การรวมตัวของนศ.จังหวัดน่านที่ มช.) ได้พบกลุ่มคนที่หลากหลาย สนุกสนานที่ได้ทำอะไรหลายๆอย่างร่วมกัน มิตรภาพ หลายๆคน หลายๆเหตุการณ์ ที่ทุกวันนี้ก็ยังคงคิดถึงอยู่ แต่ภายในจิตใจเรายังคงกดดัน ต้องต่อสู้กับความคิดในตัว ล้มเลิก ท้อแท้ ประชดประชัน เข้มแข็ง คาดหวัง ฮึดสู้ มุ่งมั่น ฯลฯ กลับมาอ่านหนังสือสอบใหม่อย่าง ตั้งใจ มีวินัยในตัวเอง หลังๆนี่ ไม่ค่อยได้ไปเรียนแล้ว ลงวิชาน้อยๆ แต่ไปกับเพื่อนจังหวัดนี่ยังคง ไปอยู่ เทอม 2 ก็เหลือวิชาเรียน 3 ตัว มีเวลาอ่านหนังสือเยอะ ได้ทบทวนความคิดของตัวเองตลอด กับสิ่งที่ผ่านมาและกำลังจะเป็น ไป การตัดสินใจ การยอมรับกับสิ่งที่จะเป็นไป ตอนนั้นคิดว่าตัวเองโตขึ้นมาหน่อยนึง (อาจเพราะมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น มีสติมากขึ้น) สุดท้ายไปสอบด้วยกายและใจที่พร้ อม พร้อมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ สุดท้ายประกาศผล ได้ที่ลาดกระบังนี่แหละ เลือกไว้อันดับหนึ่ง ดีใจ กอดแม่กับพ่อไปหลายรอบ เหมือนกับว่าตั้งใจทำอะไรจริงๆ เราก็ทำได้ ตอนนั้นรู้สึกว่าการฝืนชะตาชีวิตมันก็เป็นเรื่องที่ท้าทายดี คิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีอะไรอีกแล้วทึ่จะตั้งใจ ทุ่มเท ทำอะไรแบบนี้ได้อีก ( แต่จริงๆแล้ว ชะตาคงรู้ว่ามาทางสายนี้ ต้องเจอกับอะไร โดยเฉพาะที่ลาดกระบังนี่ ผมช่างไม่รู้ตัวเลยจริงๆ สวรรค์มีทางให้เดินไม่ไป นรกทางตันกลับฝ่า )........
เมื่อเข้ามาเรียนแล้ว เป็นอย่างไร? เข้าใจว่าอย่างไร? แต่ละปีๆ ที่เรียน มีเหตุการณ์อะไรบ้างเกิดกับชีวิต
........ชิวิตของFreshy ปี 1 เริ่มต้นอีกครั้ง พร้อมๆกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไร ช่วงชีวิตปี 1 อาจเพราะเคยเรียนชิมลางฯมาก่อน เลยไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ ในการเรียนว่าต้องเรียนอะไรบ้าง แต่ก็มีหลายอย่างที่ต้องปรับตัว เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยว การที่เมื่อก่อนไม่ค่อยไปเรียน นอนดึก ตื่นสาย กลายเป็นนิสัย ( สันดาน ) ติดตัวมาเรื่อย พอมาปี 2 วิชาอาจารย์จิ๋วไปสายบ่อย โดนด่าประจำ ได้เกรด D+ นี่เลยทำให้สำนึกมาหน่อย เลยเริ่มปรับตัวมาเรื่อยๆ ปี 3 เหตุการณ์ที่จำได้ดีคือก่อนขึ้น ปี 3 ไปเดินขึ้นดอยสุเทพ แก้บนกับครูบาศรีวิชัย (บนให้ติดลาดกระบังนี่แหละ) กับเพื่อนอีกคน รู้สึกว่าเหนื่อยมาก ไม่เคยกินน้ำส้มแฟนต้าที่อร่อย ขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต ทั้งที่ตอนปี 1 ก็เคยรับน้องขึ้นดอยมาก่อน จริงๆแล้วชีวิตในการเรียนที่ลาดกระบังก็เหมือนกับการเดินขึ้นภูเขานี่แหละ เหนื่อยคนละแบบ เดินเอากล้าม แต่ก็อย่างว่า เมื่อเราถึงยอดเขามองย้อนกลับไป สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วและอย่างน้อยเราก็เอาชนะตัวเองมาได้ ปี 4 นี่เจอมรสุมของงานหนักมาก คิดว่าหนักสุดแล้วมั้งใน 4 ปีที่ผ่าน มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า ถ้าตอนทำงานจริง งานเยอะขนาดนี้เงินเดือนต้องเป็นแสน ก็ตลกดี เพราะช่วงนั้นงานส่งแทบทุกวัน แล้วแต่ละอย่างก็..... ในช่วง 4 กว่าปีที่ผ่านมาความคิด แนวคิด อารมณ์ความรู้สึก ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปตามสิ่งที่พบเจอมา หลายอย่างเปลี่ยนแปลงตัวเรา ทุกคนมีหน้าที่และบทบาท มีหน้าที่เรียนก็ต้องเรียน ก็ต้องแสดงหน้าที่ของตนตามบทบาท และหน้าที่ แต่ยังคงรู้ตัวอยู่เสมอว่าตัวเรา ก็ยังคงเป็นตัวเราเหมือนเดิม สำหรับปี 5 คาดหวังไว้ว่า การเรียนทั้ง 2 เทอม จะผ่านไปได้ด้วยดี จะได้จบสักที เบื่อเรียนหนังสือแล้ว (เพื่อนๆเขาทำงานกันหมดแล้ว )........
แล้วคิดจะทำทีสิสเรื่องอะไร เพราะเหตุใด?
........ทิสิสทำ “ศูนย์ศึกษาสถาปัตยกรรม แห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นสถานที่ที่จะรวบรวมเรื่อง ราวประวัติศาสตร์ทางสถา ปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศ ไทย การก่อตั้งสมาคมฯ สภาสถาปนิก จัดแสดงเรื่องราวทางสถาปัตยกรรมที่สูญหาย ถูกทำลาย ( ศาลาเฉลิมไทย central world ฯลฯ) รวมถึงสถาปัตยกรรมที่ยังคงอยู่ วิถีชีวิตเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านสถาปัตยกรรม ทิศทางของสถาปัตยกรรมในประเทศไทย ที่จะเป็นไปในอนาคต คล้ายๆกับที่ญี่ปุ่นมีพิพิธภัณฑ์ เอโดะที่แสดงเรื่องราว สภาพสังคมในยุคเอโดะ แต่น่าแปลกที่ไทยทำไมไม่มีรวบรวมไว้ ทั้งๆที่สถาปัตยกรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่เราทำให้มันไกลตัวกันเอง และที่สำคัญสถาปัตยกรรมก็เป็นตัวสะท้อนอัตลักษณ์ของคนไทย ในแต่ละยุคสมัยด้วย เราน่าจะเรียนรู้ที่อยู่กับมัน อย่างเข้าใจนะผมว่า.....
จนถึงวันนี้ ที่ได้เริ่มเรียนวิชาการประกอบ วิชาชีพ แล้ว เข้าใจว่าอย่างไรกับวิชาชีพสถาปนิก??
........น่าตลกนะครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่พยายามจะไม่จำสิ่งที่ตัวเองเจอตลอด 4 ปีกว่าๆที่ผ่านมากับการเรียนคณะ นี้ แม้ว่าจะจำได้ทั้งหมดก็ตาม อาจเป็นเพราะเป็นเรื่องไม่น่าจำ กับการเรียนอันโหดร้าย ความกดดัน การต่อสู้กับตัวเอง ความพยายาม การนอนดึกและตื่นให้ไปเรียนทัน การคิดงานให้ออก (ทั้งที่คิดให้ตายตอนนั้นก็คิด ไม่ออก) เป็นสิ่งที่พยายามจะลืม แต่ทั้งหมดมันคือการหลอมรวมคุณสมบัติ เป็นความสามารถให้กับผู้ที่จะออกไปประกอบวิชาชีพ ซึ่งก็เหมือนกับสายอาชีพอื่นๆ ที่ไม่ว่าเราจะเรียนอะไร สุดท้ายเราก็เป็น ในสิ่งที่เราทำ สำคัญที่สุดก็คือการเรียนวิชา ชีพนี้ ให้ความรับผิดชอบกับตัวเรา ทั้งรับผิด และรับชอบ อะไรที่ผิดก็ยอมรับว่าผิด ทำได้ดีก็ต้องมุ่งหวังไม่ให้มันเลวลง ให้ดียิ่งขึ้น ทั้งต่อตัวเอง การทำงานในอนาคต และต่อสังคม ตอนที่ฝึกงานทำให้พอจะรู้เค้าลางอาชีพสายนี้ มันมีบทบาทให้เราทำต่อไปอยู่แล้ว แต่ก็ยอมรับนะ ว่าจะให้ประสบความสำเร็จในสายนี้ ต้องใช้ความพยายาม อดทนอย่างมาก และต้องมีโชคด้วย ที่จะให้มันประสบความสำเร็จเหมือนที่ตั้งใจไว้ ไม่มีข้อแก้ตัว สำหรับคนที่จะออกไปประกอบวิชา ชีพสถาปนิก ที่เมื่อเราออกไปทำงานแล้ว ต้องทำให้ได้ ให้สมกับที่เราเรียนรู้มา........
ใครเป็นสถาปนิก Idol ที่คุณคิดว่าน่าจะเป็นแบบอย่างในการทำงานอาชีพสถาปนิก สถาปัตยกรรมชิ้นไหน ในทรรศนคติของคุณที่คิดว่า ดี...เป็นตัวอย่างในการทำผลงานที่คุณอยากจะทำ
........เคยมี Santiago calatrava เป็น idol ที่เคยทำให้อยากมาเรียนในสายนี้ แต่เพราะเรียนไป ทำให้เรารู้มากขึ้น เหตุผลในตัวเราก็มากตาม ปัจจุบันไม่มี idol ที่เป็นแบบอย่าง มีเพียงแนวคิดของใครหลายๆคน ที่ทำให้เราคิดตาม และยังคงเกิดคำถามว่าเราจะดำเนิ นแนวทางไปทางไหน สถาปัตยกรรรมก็เหมือนกัน งานทุกอย่างล้วนเป็นแนวทางที่เป็นบทเรียนให้ผม ทั้งงานที่ดีและไม่ดี แต่ในความเป็นจริงก็ยังปฎิเสธกฎเกณฑ์พื้นฐานของชีวิตคนเราทุกวันนี้ไม่ได้ สุดท้ายเมื่อเราจบไปก็ยังอยู่ใน ภาคของธุรกิจแบบทุนนิยม หวังจะให้ทำอะไร หรือเปลี่ยนแปลงอะไรในทางสถาปัตยกรรม ถามว่าทำได้รึเปล่า แน่นอนว่าทำได้ แต่จะทำอย่างไรล่ะ........
ช่วงฤดูร้อนที่ไปฝึกงาน ฝึกที่ไหน ฝึกกับใคร ได้ทำงานอะไร และมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ได้แง่คิด อะไรบ้างจากการฝึกงาน มีกิจกรรมอะไรบ้างที่เกี่ยวกับวิชาชีพที่คุณได้เข้าร่วมมา แล้ว เป็นอย่างไร?
........ summerก่อนขึ้นปี 5 มีโอกาสฝึกงานกับ palmerฯ ประเทศไทย พร้อมกับเพื่อนๆ อีก 3 คน รู้สึกขอบคุณที่นี่มากๆ ที่ได้ให้ประสบการณ์การทำงานใน office ใหญ่แบบนี้ มีพี่ๆที่ให้ความช่วยเหลือ แนะนำ ให้ความรู้ ในการทำงานหลายๆอย่าง ที่ชอบสุดคงเป็นเสียง ซู้ดน้ำชาของเจ้าของ office ท่านชอบมาซู้ดข้างหลังพนักงาน คงมาดูว่างานทำไปถึงไหนแล้ว มีรุ่นพี่หลายๆคนคอยให้ความช่วย เหลือ ต้องขอขอบคุณมากๆเลย ภูมิใจสุดคงเป็นการตัดโมเดลบ้านเจ้าของออฟฟิสนี่แหละ เป็นโมเดลที่คิดว่าเนี๊ยบที่สุด ในชีวิตผมแล้วมั้ง (แต่แกเปลี่ยนแบบบ่อยเหลือเกิน ) มีเรื่องตลกหลายๆอย่าง อาจเพราะช่วงเมษาฯ ต้องกลับไปเกณฑ์ทหารที่บ้าน และต้องเดินผ่านตลาดนัดของคนเสื้อแดง ตรงราชดำริแทบทุกวัน การอยู่ในที่ตั้งหลังสวนลุม ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่ศอฉ. ต้องการกระชับพื้นที่ การมีโอกาสได้ฟังคอนเสิร์ต+ทอล์ก โชว์ ของบรรดาบอยแบนด์และ superstar เมืองไทยอย่าง ทักกี้ ( ซึ่งต่อลำโพงมาถึงหน้าoffice) รู้สึกขอบคุณมากๆๆๆๆ ขนาดเจ้าของ office ยังหัวเราะชอบใจ ตอนวันที่ร้องเพลง zombies ........
จบการศึกษาแล้วท่านคิดว่า จะประกอบอาชีพอะไร? จะไปทำงานแบบไหน ส่วนตัวชอบที่จะทำอะไร?
........ที่คิดไว้ถ้าจะทำวิชา ชีพนี้ก็คงทำอย่างมากไม่เกิน 5 ปี ตั้งใจมาเรียนสายนี้ ต่อสู้มาถึงทุกวันนี้ เพราะต้องการพิสูจน์ตัวเอง ให้รู้ว่าเราตั้งใจทำ และทำได้ ตอนแรกที่เรียนเพราะสนใจที่จะ เรียน จะทำมันจริงๆ เหมือนกับหาคำตอบให้ตัวเอง ว่าอยากจะทำอะไรจริงๆ แต่พอมาถึงช่วงชีวิตตอนนี้ ถามว่าอยากเรียนถาปัดมั้ย ตอบเลยว่าอยาก และได้เรียนได้ทำแล้ว แต่จบไปจะทำงานสายนี้มั้ย ตอบเลยว่าทำ แต่คงทำได้ไม่นาน ที่ทำเพราะให้รู้ว่าเรียนมาสายนี้ จบมาแล้วสามารถทำงานได้ ได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก หลังจากนั้นคงไปทำอะไรที่อยากทำ ต่อไป อีกอย่างตอนนี้เพราะได้คุยกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน หลายๆคนคิดเหมือนกัน เราได้ทำในสิ่งที่เราเรียนมา แต่มันยังไม่ใช่คำตอบในสิ่งที่เราค้นหา ว่ามันเป็นสิ่งที่เราตามหาอยากทำมันจริงๆ หรือเปล่า ผมก็เหมือนกัน ตอนนี้ยังคงถามและค้นหาต่อไปว่า สิ่งที่อยากทำจริงๆคืออะไร (เคยตัดสินใจตอนสอบเอนฯ และสอบแอดฯ มา 2 ครั้ง แต่ผมว่ามันก็ยังไม่ใช่คำตอบของ ชีวิตผมหลังอายุ 20 ปีอยู่ดี ) เวลาก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่ หากถามคำถามนี้ตอนเรียนจบแล้ว หรืออีกสัก 5 ปี คำตอบอาจต่างไป (อยากแต่งงานกับคนจีนเหมือนกัน นะ อยากรู้ว่ากราบไหว้ฟ้าดินแล้วจะ รู้สึกยังไง )........
........ชีวิตที่ผ่านมา ให้ผมเปรียบตัวเอง ก็เหมือนคนไม่ใส่เสิ้อผ้า มีเพียงกายและใจ ที่ต้องยืนอยู่กลางแดดอุ่นๆ บรรยากาศดีๆ สายลมเย็นๆ ฉับพลันก็มีมรสุมผ่านเข้ามา ให้ได้รู้สึกถึงความยากลำบาก แต่ข้อดีของมรสุมก็คือมันมีของ มันอยู่เรื่อยๆ........
........แต่มีอยู่อย่างที่คิดไว้ และต้องทำมันแน่ๆ คงซักประมาณหลังอายุ 30 คิดว่าคงกลับไปอยู่ที่บ้าน สงสารคนแก่อยู่บ้านกันแค่ 2 คน คงจะเหงาน่าดู อ้อ!ข้อดีของสายอาชีพนี้อีกอย่าง มันทำให้ผมรู้ว่า บ้านมันใหญ่เกินไปที่จะอยู่กัน แค่ 2 คน........
........ขอบคุณอาจารย์ไก่ที่ให้ โอกาสเขียน และรบกวนด้วยครับที่กรุณาอ่านเรียงความยาวๆบทนี้........
........ตฤณ เดี่ยวตระกูล รหัส 49020135 ........( มาเรียนตามปกติ)........
........เรียงความที่อาจารย์ให้ เขียน เป็นเรียงความที่ยากที่สุดในชีวิต มันทำให้ต้องนึกย้อนหลายๆอย่าง ทั้งที่เคยลืม และทั้งที่ยังคงจำได้ ทำให้นึกถึงหลายๆตัวละครในช่วงชีวิตหนึ่ง รวมถึงคนที่เราลืม คนที่ผ่านเข้ามา ซึ่งยังคงอยู่ และจากไป ต่างมอบแนวทาง วิถีชีวิต อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ความผูกพันธ์ ฯลฯ ไว้ให้........
คิดยังไง ตั้งแต่สมัยมัธยม ที่มาเลือกเรียนคณะฯนี้ มีอะไรดลใจ ให้อยากเป็น อยากทำอาชีพนี้ ?
........ผมเกิดที่น่าน ช่วงชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 18 ก็ดำเนินอยู่ที่นั่น ใช้ชีวิต คบกับกลุ่มเพื่อน เรียน เที่ยว เล่น หลายๆครั้งที่หากมีไทม์แมชชีนให้ย้อนกลับไป ผมคงไม่ลังเล........ สมัยปลายๆม.5เทอม 2 หากยังจำไม่ผิด หลายๆคนจะเตรียมตัวไปเรียน summer ช่วงปิดม.5 ขึ้นม.6 ที่เชียงใหม่ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ที่แตกต่างไปหน่อยคงเป็นการ ที่คณะสถาปัตย์ของมหาวิทยา ลัยเชียงใหม่ เขามีเปิดเรียน “ชิมลางสถาปัตย์” ช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม ผมกับเพื่อนอีกคนก็ได้มีโอกาสไป เรียน ตอนแรกเราทั้งสองค่อนข้างให้ความ สนใจในสาขาวิชานี้ เพราะอยากรู้ว่าเขาเรียนอะไร ยังไง ทำอะไร ช่วงเวลาการเรียน 10 วันนั้นคล้ายๆ การสรุปการเรียนการสอนในภาพรวมทั้ง 5 ปี ให้เรารู้ว่าสถาปัตย์มีรูปแบบ การเรียน การทำงานอย่างไร ผมมาลองนึกดูหลายๆอย่าง หลายๆวิชาก็เรียนคล้ายๆเรานะ แต่ไม่เหมือนกันทั้งหมด มีได้วาดเส้น ถอดvisualจากเพลง,ภาพ ได้ทำ logo เรียนประวัติศาสตร์ เรียนคอมพ์ ฯลฯ จนช่วง2-3 วันสุดท้าย ได้ออกแบบproject บ้านชั้นเดียว ยังจำได้เป็นบ้านของช่างภาพ ที่อยู่ติดทะเล ได้ทำแบบdesign และตัด model เป็น project แรกเลยก็ว่าได้ที่ได้ทำในวิชา ชีพนี้ มีเพื่อนหลายๆคนเลยนะที่ทำงานหลายๆ อย่าง ออกมาได้ดีมากจริงๆ จนทุกวันนี้ยังคิดว่าคนเหล่านี้มีศักยภาพมากพอที่จะเรียนสายนี้ แต่มาได้เจอกันตอนหลังหลายๆคนก็ไปเรียนวิศวะ ทันตะ วิดยา ฯลฯ ก็เป็นเรื่องน่าแปลกเหมือนกัน
(จริงๆอยากให้คณะเรามีแนะแนวแบบ นี้บ้าง หลายๆคนจะได้รู้ว่าจริงๆแล้วถา ปัดเขาเรียนอะไร แล้วมันใช่กับที่เราคาดหวังไว้มั้ย ) หลังจากที่ได้เรียนชิมลางฯ ทำให้เราเริ่มอยากเข้าเรียนคณะ นี้ และในหัวตอนนั้นไม่มีคณะไหนที่ น่าสนใจและอยากเรียน ให้ไปเรียนคณะอื่นก็ไม่เอา ไม่ชอบ อยากทำอะไรที่ทำให้ชีวิตไม่น่า เบื่อ มันคงสนุกดีถ้าเราทำอะไรที่เรา สนใจและเราอยากทำ........
........ช่วงชีวิตก็ดำเนินต่อไป ตามหน้าที่ของมัน ช่วงสอบเอนทรานซ์รอบแรก ประกาศผลประมาณพฤศจิกาฯ มั้ง ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นเอนฯเขาใช้ ภาษาไทย สังคม คณิตฯ ฟิสิกส์ ความถนัดทางสถาปัตย์ ปรากฎว่า คณิตฯเขาให้ผ่านเกณฑ์ที่ 25 คะแนน ดันได้ 23 ซะงั้น ( สมัยนั้นคณิตนี่แหละ อะไรกันนักกันหนา ) ก็ยังไม่ซีเรียส เพราะยังมีโอกาสสอบได้อีกรอบ ผลรอบสองออกมาประมาณเดือนมีนา สะเทือนอารมณ์ยิ่งกว่าเก่าอีก คณิตฯได้ 24
........อะไรเนี่ย!!!!!........
ตอนนั้นเริ่มคิดแล้วว่า หรือโชคชะตามันไม่ใช่เส้นทางของเราวะ รู้สึกหน้าอกมันมีรูโหว่ๆ กลวงๆ กลมๆ อยู่ตรงหน้าอก เป็นวงกว้างไปพักหนึ่ง ผิดหวัง สูญเสียความมั่นใจ กับสิ่งที่เราคาดหวังไว้ทั้งปี ( แต่ก็ยอมรับว่าช่วงชีวิตม.6 เตรียมตัวไม่ดี เที่ยว เล่นซะเยอะ แต่ได้สนุกกับเพื่อนๆ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังอยากกลับไปอีกครั้ง ) ชีวิตช่วงนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกหลากหลาย สุข ทุกข์ เพื่อนๆหลายๆคน บ้างก็มีที่เรียนแล้ว บ้างก็ได้คะแนนเยอะพอที่จะยื่นเข้าคณะที่ตัวเองชอบ (เพื่อนที่เรียนชิมลางด้วยกัน ก็ติดถาปัด มช. ) บ้างก็ต้องเสี่ยง เช่นผม ผมลองยื่นเข้าคณะบริหารธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้นแหละ ประกอบกับที่บ้านตอนม.5 พ่อกับแม่มาทำธุรกิจส่วนตัว (เปิดร้านตอนวันขึ้นปีใหม่ ปี 2547 รู้สึกว่าเท่ห์ดี ) พวกท่านก็เห็นด้วย จริงๆแล้วพวกท่านให้อิสระในการ คิด ใช้ชีวิต กับผมมาก ผมอยากทำ อยากเรียนอะไร ก็แล้วแต่ผม แต่เมื่ออะไรๆมันไม่เป็นอย่างที่ เราคิด พวกท่านก็ยังยอมรับในการตัดสิน ใจ ให้การสนับสนุนเราอยู่ดี (ขอบคุณมากครับ) สุดท้ายก็ได้คณะนั้นแหละ ความคิดและความรู้สึกของผมตอนนั้น จริงๆแล้ว ตั้งแต่คะแนนเอนฯ รอบ 2 ออก ตั้งใจไว้แล้วว่า จะสอบใหม่ ผมอยากจะลองท้าทายกับชะตาชีวิ ตของตัวเองดู อยากลองดูซิว่ามันจะอะไรกันนักกันหนากะอีแค่คะแนนเดียว แล้วมันจะเปลี่ยนชีวิตคนมากเกินไปละ บางคนไปนั่งเดายังได้เยอะกว่านี้เลย อารมณ์ตอนนั้นเป็นอย่างนี้จริงๆ คาดหวังมาก ผิดหวังก็เสียใจมาก เต็มไปด้วยทิฐิ อยากเอาชนะตัวเองให้ได้........
........ชีวิตของ Freshy ปี 1 ก็เริ่มขึ้น พร้อมๆกับการต่อสู้กับตัวเองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ชีวิตทั่วไปก็ใช้ไปตามปกติ มีไปเรียน ไปทำกิจกรรมของคณะ ของชมรม softball (ได้แชมป์ freshyด้วย) เข้าร่วมกับสโมสรฯของจังหวัดน่าน (การรวมตัวของนศ.จังหวัดน่านที่ มช.) ได้พบกลุ่มคนที่หลากหลาย สนุกสนานที่ได้ทำอะไรหลายๆอย่างร่วมกัน มิตรภาพ หลายๆคน หลายๆเหตุการณ์ ที่ทุกวันนี้ก็ยังคงคิดถึงอยู่ แต่ภายในจิตใจเรายังคงกดดัน ต้องต่อสู้กับความคิดในตัว ล้มเลิก ท้อแท้ ประชดประชัน เข้มแข็ง คาดหวัง ฮึดสู้ มุ่งมั่น ฯลฯ กลับมาอ่านหนังสือสอบใหม่อย่าง ตั้งใจ มีวินัยในตัวเอง หลังๆนี่ ไม่ค่อยได้ไปเรียนแล้ว ลงวิชาน้อยๆ แต่ไปกับเพื่อนจังหวัดนี่ยังคง ไปอยู่ เทอม 2 ก็เหลือวิชาเรียน 3 ตัว มีเวลาอ่านหนังสือเยอะ ได้ทบทวนความคิดของตัวเองตลอด กับสิ่งที่ผ่านมาและกำลังจะเป็น ไป การตัดสินใจ การยอมรับกับสิ่งที่จะเป็นไป ตอนนั้นคิดว่าตัวเองโตขึ้นมาหน่อยนึง (อาจเพราะมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น มีสติมากขึ้น) สุดท้ายไปสอบด้วยกายและใจที่พร้ อม พร้อมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ สุดท้ายประกาศผล ได้ที่ลาดกระบังนี่แหละ เลือกไว้อันดับหนึ่ง ดีใจ กอดแม่กับพ่อไปหลายรอบ เหมือนกับว่าตั้งใจทำอะไรจริงๆ เราก็ทำได้ ตอนนั้นรู้สึกว่าการฝืนชะตาชีวิตมันก็เป็นเรื่องที่ท้าทายดี คิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีอะไรอีกแล้วทึ่จะตั้งใจ ทุ่มเท ทำอะไรแบบนี้ได้อีก ( แต่จริงๆแล้ว ชะตาคงรู้ว่ามาทางสายนี้ ต้องเจอกับอะไร โดยเฉพาะที่ลาดกระบังนี่ ผมช่างไม่รู้ตัวเลยจริงๆ สวรรค์มีทางให้เดินไม่ไป นรกทางตันกลับฝ่า )........
เมื่อเข้ามาเรียนแล้ว เป็นอย่างไร? เข้าใจว่าอย่างไร? แต่ละปีๆ ที่เรียน มีเหตุการณ์อะไรบ้างเกิดกับชีวิต
........ชิวิตของFreshy ปี 1 เริ่มต้นอีกครั้ง พร้อมๆกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไร ช่วงชีวิตปี 1 อาจเพราะเคยเรียนชิมลางฯมาก่อน เลยไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ ในการเรียนว่าต้องเรียนอะไรบ้าง แต่ก็มีหลายอย่างที่ต้องปรับตัว เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยว การที่เมื่อก่อนไม่ค่อยไปเรียน นอนดึก ตื่นสาย กลายเป็นนิสัย ( สันดาน ) ติดตัวมาเรื่อย พอมาปี 2 วิชาอาจารย์จิ๋วไปสายบ่อย โดนด่าประจำ ได้เกรด D+ นี่เลยทำให้สำนึกมาหน่อย เลยเริ่มปรับตัวมาเรื่อยๆ ปี 3 เหตุการณ์ที่จำได้ดีคือก่อนขึ้น ปี 3 ไปเดินขึ้นดอยสุเทพ แก้บนกับครูบาศรีวิชัย (บนให้ติดลาดกระบังนี่แหละ) กับเพื่อนอีกคน รู้สึกว่าเหนื่อยมาก ไม่เคยกินน้ำส้มแฟนต้าที่อร่อย ขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต ทั้งที่ตอนปี 1 ก็เคยรับน้องขึ้นดอยมาก่อน จริงๆแล้วชีวิตในการเรียนที่ลาดกระบังก็เหมือนกับการเดินขึ้นภูเขานี่แหละ เหนื่อยคนละแบบ เดินเอากล้าม แต่ก็อย่างว่า เมื่อเราถึงยอดเขามองย้อนกลับไป สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วและอย่างน้อยเราก็เอาชนะตัวเองมาได้ ปี 4 นี่เจอมรสุมของงานหนักมาก คิดว่าหนักสุดแล้วมั้งใน 4 ปีที่ผ่าน มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า ถ้าตอนทำงานจริง งานเยอะขนาดนี้เงินเดือนต้องเป็นแสน ก็ตลกดี เพราะช่วงนั้นงานส่งแทบทุกวัน แล้วแต่ละอย่างก็..... ในช่วง 4 กว่าปีที่ผ่านมาความคิด แนวคิด อารมณ์ความรู้สึก ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปตามสิ่งที่พบเจอมา หลายอย่างเปลี่ยนแปลงตัวเรา ทุกคนมีหน้าที่และบทบาท มีหน้าที่เรียนก็ต้องเรียน ก็ต้องแสดงหน้าที่ของตนตามบทบาท และหน้าที่ แต่ยังคงรู้ตัวอยู่เสมอว่าตัวเรา ก็ยังคงเป็นตัวเราเหมือนเดิม สำหรับปี 5 คาดหวังไว้ว่า การเรียนทั้ง 2 เทอม จะผ่านไปได้ด้วยดี จะได้จบสักที เบื่อเรียนหนังสือแล้ว (เพื่อนๆเขาทำงานกันหมดแล้ว )........
แล้วคิดจะทำทีสิสเรื่องอะไร เพราะเหตุใด?
........ทิสิสทำ “ศูนย์ศึกษาสถาปัตยกรรม แห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นสถานที่ที่จะรวบรวมเรื่อง ราวประวัติศาสตร์ทางสถา ปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศ ไทย การก่อตั้งสมาคมฯ สภาสถาปนิก จัดแสดงเรื่องราวทางสถาปัตยกรรมที่สูญหาย ถูกทำลาย ( ศาลาเฉลิมไทย central world ฯลฯ) รวมถึงสถาปัตยกรรมที่ยังคงอยู่ วิถีชีวิตเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านสถาปัตยกรรม ทิศทางของสถาปัตยกรรมในประเทศไทย ที่จะเป็นไปในอนาคต คล้ายๆกับที่ญี่ปุ่นมีพิพิธภัณฑ์ เอโดะที่แสดงเรื่องราว สภาพสังคมในยุคเอโดะ แต่น่าแปลกที่ไทยทำไมไม่มีรวบรวมไว้ ทั้งๆที่สถาปัตยกรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่เราทำให้มันไกลตัวกันเอง และที่สำคัญสถาปัตยกรรมก็เป็นตัวสะท้อนอัตลักษณ์ของคนไทย ในแต่ละยุคสมัยด้วย เราน่าจะเรียนรู้ที่อยู่กับมัน อย่างเข้าใจนะผมว่า.....
จนถึงวันนี้ ที่ได้เริ่มเรียนวิชาการประกอบ วิชาชีพ แล้ว เข้าใจว่าอย่างไรกับวิชาชีพสถาปนิก??
........น่าตลกนะครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่พยายามจะไม่จำสิ่งที่ตัวเองเจอตลอด 4 ปีกว่าๆที่ผ่านมากับการเรียนคณะ นี้ แม้ว่าจะจำได้ทั้งหมดก็ตาม อาจเป็นเพราะเป็นเรื่องไม่น่าจำ กับการเรียนอันโหดร้าย ความกดดัน การต่อสู้กับตัวเอง ความพยายาม การนอนดึกและตื่นให้ไปเรียนทัน การคิดงานให้ออก (ทั้งที่คิดให้ตายตอนนั้นก็คิด ไม่ออก) เป็นสิ่งที่พยายามจะลืม แต่ทั้งหมดมันคือการหลอมรวมคุณสมบัติ เป็นความสามารถให้กับผู้ที่จะออกไปประกอบวิชาชีพ ซึ่งก็เหมือนกับสายอาชีพอื่นๆ ที่ไม่ว่าเราจะเรียนอะไร สุดท้ายเราก็เป็น ในสิ่งที่เราทำ สำคัญที่สุดก็คือการเรียนวิชา ชีพนี้ ให้ความรับผิดชอบกับตัวเรา ทั้งรับผิด และรับชอบ อะไรที่ผิดก็ยอมรับว่าผิด ทำได้ดีก็ต้องมุ่งหวังไม่ให้มันเลวลง ให้ดียิ่งขึ้น ทั้งต่อตัวเอง การทำงานในอนาคต และต่อสังคม ตอนที่ฝึกงานทำให้พอจะรู้เค้าลางอาชีพสายนี้ มันมีบทบาทให้เราทำต่อไปอยู่แล้ว แต่ก็ยอมรับนะ ว่าจะให้ประสบความสำเร็จในสายนี้ ต้องใช้ความพยายาม อดทนอย่างมาก และต้องมีโชคด้วย ที่จะให้มันประสบความสำเร็จเหมือนที่ตั้งใจไว้ ไม่มีข้อแก้ตัว สำหรับคนที่จะออกไปประกอบวิชา ชีพสถาปนิก ที่เมื่อเราออกไปทำงานแล้ว ต้องทำให้ได้ ให้สมกับที่เราเรียนรู้มา........
ใครเป็นสถาปนิก Idol ที่คุณคิดว่าน่าจะเป็นแบบอย่างในการทำงานอาชีพสถาปนิก สถาปัตยกรรมชิ้นไหน ในทรรศนคติของคุณที่คิดว่า ดี...เป็นตัวอย่างในการทำผลงานที่คุณอยากจะทำ
........เคยมี Santiago calatrava เป็น idol ที่เคยทำให้อยากมาเรียนในสายนี้ แต่เพราะเรียนไป ทำให้เรารู้มากขึ้น เหตุผลในตัวเราก็มากตาม ปัจจุบันไม่มี idol ที่เป็นแบบอย่าง มีเพียงแนวคิดของใครหลายๆคน ที่ทำให้เราคิดตาม และยังคงเกิดคำถามว่าเราจะดำเนิ นแนวทางไปทางไหน สถาปัตยกรรรมก็เหมือนกัน งานทุกอย่างล้วนเป็นแนวทางที่เป็นบทเรียนให้ผม ทั้งงานที่ดีและไม่ดี แต่ในความเป็นจริงก็ยังปฎิเสธกฎเกณฑ์พื้นฐานของชีวิตคนเราทุกวันนี้ไม่ได้ สุดท้ายเมื่อเราจบไปก็ยังอยู่ใน ภาคของธุรกิจแบบทุนนิยม หวังจะให้ทำอะไร หรือเปลี่ยนแปลงอะไรในทางสถาปัตยกรรม ถามว่าทำได้รึเปล่า แน่นอนว่าทำได้ แต่จะทำอย่างไรล่ะ........
ช่วงฤดูร้อนที่ไปฝึกงาน ฝึกที่ไหน ฝึกกับใคร ได้ทำงานอะไร และมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ได้แง่คิด อะไรบ้างจากการฝึกงาน มีกิจกรรมอะไรบ้างที่เกี่ยวกับวิชาชีพที่คุณได้เข้าร่วมมา แล้ว เป็นอย่างไร?
........ summerก่อนขึ้นปี 5 มีโอกาสฝึกงานกับ palmerฯ ประเทศไทย พร้อมกับเพื่อนๆ อีก 3 คน รู้สึกขอบคุณที่นี่มากๆ ที่ได้ให้ประสบการณ์การทำงานใน office ใหญ่แบบนี้ มีพี่ๆที่ให้ความช่วยเหลือ แนะนำ ให้ความรู้ ในการทำงานหลายๆอย่าง ที่ชอบสุดคงเป็นเสียง ซู้ดน้ำชาของเจ้าของ office ท่านชอบมาซู้ดข้างหลังพนักงาน คงมาดูว่างานทำไปถึงไหนแล้ว มีรุ่นพี่หลายๆคนคอยให้ความช่วย เหลือ ต้องขอขอบคุณมากๆเลย ภูมิใจสุดคงเป็นการตัดโมเดลบ้านเจ้าของออฟฟิสนี่แหละ เป็นโมเดลที่คิดว่าเนี๊ยบที่สุด ในชีวิตผมแล้วมั้ง (แต่แกเปลี่ยนแบบบ่อยเหลือเกิน ) มีเรื่องตลกหลายๆอย่าง อาจเพราะช่วงเมษาฯ ต้องกลับไปเกณฑ์ทหารที่บ้าน และต้องเดินผ่านตลาดนัดของคนเสื้อแดง ตรงราชดำริแทบทุกวัน การอยู่ในที่ตั้งหลังสวนลุม ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่ศอฉ. ต้องการกระชับพื้นที่ การมีโอกาสได้ฟังคอนเสิร์ต+ทอล์ก โชว์ ของบรรดาบอยแบนด์และ superstar เมืองไทยอย่าง ทักกี้ ( ซึ่งต่อลำโพงมาถึงหน้าoffice) รู้สึกขอบคุณมากๆๆๆๆ ขนาดเจ้าของ office ยังหัวเราะชอบใจ ตอนวันที่ร้องเพลง zombies ........
จบการศึกษาแล้วท่านคิดว่า จะประกอบอาชีพอะไร? จะไปทำงานแบบไหน ส่วนตัวชอบที่จะทำอะไร?
........ที่คิดไว้ถ้าจะทำวิชา ชีพนี้ก็คงทำอย่างมากไม่เกิน 5 ปี ตั้งใจมาเรียนสายนี้ ต่อสู้มาถึงทุกวันนี้ เพราะต้องการพิสูจน์ตัวเอง ให้รู้ว่าเราตั้งใจทำ และทำได้ ตอนแรกที่เรียนเพราะสนใจที่จะ เรียน จะทำมันจริงๆ เหมือนกับหาคำตอบให้ตัวเอง ว่าอยากจะทำอะไรจริงๆ แต่พอมาถึงช่วงชีวิตตอนนี้ ถามว่าอยากเรียนถาปัดมั้ย ตอบเลยว่าอยาก และได้เรียนได้ทำแล้ว แต่จบไปจะทำงานสายนี้มั้ย ตอบเลยว่าทำ แต่คงทำได้ไม่นาน ที่ทำเพราะให้รู้ว่าเรียนมาสายนี้ จบมาแล้วสามารถทำงานได้ ได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก หลังจากนั้นคงไปทำอะไรที่อยากทำ ต่อไป อีกอย่างตอนนี้เพราะได้คุยกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน หลายๆคนคิดเหมือนกัน เราได้ทำในสิ่งที่เราเรียนมา แต่มันยังไม่ใช่คำตอบในสิ่งที่เราค้นหา ว่ามันเป็นสิ่งที่เราตามหาอยากทำมันจริงๆ หรือเปล่า ผมก็เหมือนกัน ตอนนี้ยังคงถามและค้นหาต่อไปว่า สิ่งที่อยากทำจริงๆคืออะไร (เคยตัดสินใจตอนสอบเอนฯ และสอบแอดฯ มา 2 ครั้ง แต่ผมว่ามันก็ยังไม่ใช่คำตอบของ ชีวิตผมหลังอายุ 20 ปีอยู่ดี ) เวลาก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่ หากถามคำถามนี้ตอนเรียนจบแล้ว หรืออีกสัก 5 ปี คำตอบอาจต่างไป (อยากแต่งงานกับคนจีนเหมือนกัน นะ อยากรู้ว่ากราบไหว้ฟ้าดินแล้วจะ รู้สึกยังไง )........
........ชีวิตที่ผ่านมา ให้ผมเปรียบตัวเอง ก็เหมือนคนไม่ใส่เสิ้อผ้า มีเพียงกายและใจ ที่ต้องยืนอยู่กลางแดดอุ่นๆ บรรยากาศดีๆ สายลมเย็นๆ ฉับพลันก็มีมรสุมผ่านเข้ามา ให้ได้รู้สึกถึงความยากลำบาก แต่ข้อดีของมรสุมก็คือมันมีของ มันอยู่เรื่อยๆ........
........แต่มีอยู่อย่างที่คิดไว้ และต้องทำมันแน่ๆ คงซักประมาณหลังอายุ 30 คิดว่าคงกลับไปอยู่ที่บ้าน สงสารคนแก่อยู่บ้านกันแค่ 2 คน คงจะเหงาน่าดู อ้อ!ข้อดีของสายอาชีพนี้อีกอย่าง มันทำให้ผมรู้ว่า บ้านมันใหญ่เกินไปที่จะอยู่กัน แค่ 2 คน........
........ขอบคุณอาจารย์ไก่ที่ให้ โอกาสเขียน และรบกวนด้วยครับที่กรุณาอ่านเรียงความยาวๆบทนี้........
........ตฤณ เดี่ยวตระกูล รหัส 49020135 ........( มาเรียนตามปกติ)........
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


























